เกี่ยวกับโรงเรียน

ยุทธศาสตร์

          หลักสูตรของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เน้นวางรากฐานให้นักเรียนเป็นผู้สนใจใฝ่เรียนรู้ต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว ทำความรู้จักตัวเองเพื่อค้นพบศักยภาพ ความสนใจ และตระหนักถึงความสำคัญในการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยสามารถบูรณาการศาสตร์ต่างๆ เข้าไปในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้ง ๓ ด้าน คือปัญญา (Head) ทักษะ (Hand) และจิตใจ (Heart) ตลอดจนมีทักษะในการดำเนินชีวิต และมีความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพ โดยอาศัยการมีประสบการณ์ตรงจากในห้องเรียน และการลงพื้นที่ไปสัมผัสวิถีชุมชนอันหลากหลาย ภายใต้กระบวนการเรียนรู้แบบต่างๆ ตามแนวคิด ๒PTR ได้แก่

  • การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning)
  • การเรียนรู้โดยใช้โครงงานตามความสนใจของผู้เรียน (Project-based Learning)
  • การเรียนรู้โดยใช้สาระเป็นฐาน (Theme-based Learning)
  • การเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน (Research-based Learning) 

 

การพัฒนาผู้เรียนด้าน “ปัญญา” ควบคู่กับ “ทักษะ” ส่งเสริมให้ผู้เรียนมี “ความเชี่ยวชาญ”
การพัฒนาผู้เรียนด้าน “ปัญญา” ควบคู่กับ “จิตใจ” ส่งเสริมให้ผู้เรียนมี “ความตระหนักรู้”
การพัฒนาผู้เรียนด้าน “ทักษะ” ควบคู่กับ “จิตใจ” ส่งเสริมให้ผู้เรียนมี “สุนทรียะ/ศิลปะ”

 

บทบาทที่ปรึกษาของครูผู้สอน

          ด้านครูผู้สอนของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีหน้าที่จัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับหลักสูตร เน้นการเรียนรู้ที่บูรณาการเข้าไปในชีวิตประจำวัน ช่วยฝึกฝนอุปนิสัยที่จำเป็นต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และดูแลนักเรียนในแบบ “ครูที่ปรึกษา” มากกว่า “ครูผู้ออกคำสั่ง” ตลอดจนสนับสนุนสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน โดยตระหนักในบทบาทต่างๆ ดังนี้

  • ครูผู้สอนเป็นผู้ให้ข้อมูลและทางเลือกที่หลากหลาย ชี้แนะให้เห็นความเป็นไปได้ต่างๆ และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ครูผู้สอนต้องไม่ตำหนิกล่าวโทษ แต่เลือกใช้ความผิดพลาดนั้นมาเป็นประสบการณ์เรียนรู้
  • ครูผู้สอนเป็นผู้กระตุ้นให้กล้าคิด กล้าตั้งคำถาม และกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องต่างๆ อย่างสุภาพ พร้อมกับเรียนรู้ที่จะรับฟังและเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่น
  • ครูผู้สอนเป็นผู้ฝึกฝนวินัยในชีวิตประจำวัน ทั้งการกิน การใช้เวลา การใช้เงิน การประหยัด การใช้ชีวิตอย่างไม่เบียดเบียนผู้อื่น และการใช้สติปัญญาตัดสินใจสิ่งต่างๆ

 

การศึกษาที่มีส่วนร่วมจากครอบครัว

          ด้วยอาชีพการงานที่กินเวลาชีวิตเป็นอย่างมาก พ่อแม่และผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยจึงมอบหน้าที่หลักในการดูแลลูกหลานให้กับทางโรงเรียน ผลที่ตามมาคือ นอกเหนือจากการใช้เวลาในโรงเรียน เด็กหลายคนขาดที่ปรึกษาและต้นแบบที่ดีในชีวิต แม้ในระดับมัธยมศึกษา การเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัยจะส่งผลให้เด็กเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แต่เด็กก็ยังต้องพึ่งพาพ่อแม่หรือผู้ปกครองในด้านความเป็นอยู่ พ่อแม่หรือผู้ปกครองจึงมีบทบาทการเป็นที่ปรึกษาและเป็นต้นแบบในเรื่องต่างๆ เช่น การพัฒนาบุคลิกภาพ การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ไปจนถึงการประกอบอาชีพ
          นอกจากนี้ พ่อแม่ผู้และปกครองยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของ “ระบบนิเวศการเรียนรู้” ที่มีส่วนอย่างมากต่อการเรียนรู้ในแนวทางของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในโรงเรียนเท่านั้น แต่รวมถึงช่วงเวลาที่อยู่กับครอบครัวด้วย
          นักเรียนที่จะมีความสุขและบรรลุเป้าหมายในการเรียนตามแนวทางของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองที่มีเป้าหมายเดียวกัน เริ่มตั้งแต่การเลือกโรงเรียน ดูแลค่าใช้จ่ายระหว่างเรียน สนับสนุนด้านข้อมูล วัสดุอุปกรณ์ แหล่งเรียนรู้ภายนอก และมีส่วนร่วมกับครูผู้สอนในการส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสเรียนรู้จากปัญหาและต่อยอดความสนใจได้ตลอดเวลา โดยที่การประเมินผลการเรียนรู้และฝึกทักษะจากกิจกรรมต่างๆ ในครอบครัว พ่อแม่หรือผู้ปกครองจะเป็นผู้ร่วมจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) โรงเรียนจะใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ซึ่งมีผลต่อผู้เรียนทั้งการเลื่อนระดับชั้นและการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
          โรงเรียนจึงคาดหวังให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีบทบาทที่สำคัญต่อการพัฒนาผู้เรียน เป็นครูจากครอบครัว ที่สามารถพัฒนาทักษะการจัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับครูผู้สอนได้ ด้วยหลักการสำคัญดังกล่าว นอกจากการคัดเลือก “นักเรียน” โรงเรียนจึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือก “พ่อแม่และผู้ปกครอง” ด้วยเช่นกัน

 

จากการประเมินเพื่อแข่งขัน สู่การประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน

          การประเมินเพื่อแข่งขันและเปรียบเทียบความเป็นเลิศในทางวิชาการ ได้สร้างบรรยากาศให้โรงเรียนเต็มไปด้วยความเครียด กดดัน จนนักเรียนหลายคนไม่รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ทุกคนล้วนมีความสามารถที่พร้อมพัฒนาจนกลายเป็นความเชี่ยวชาญทั้งนั้น
ด้วยเหตุดังกล่าว โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงไม่มีการประเมินผลเพื่อจัดวางตำแหน่ง (Placement Assessment) แต่จะสร้างแนวทางการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ สะท้อนผลการเรียนรู้เพื่อการพัฒนารายบุคคล ให้คุณค่ากับศักยภาพที่แตกต่างกัน และเน้นการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน (Formative Assessment) โดยจำแนกเป็น ๓ ระดับ คือ

  1. การประเมินก่อนกิจกรรมการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการพูดคุยสนทนาหรือใช้แบบทดสอบ เพื่อประเมินความรู้ความเข้าใจก่อนกิจกรรมการเรียนรู้ เก็บข้อมูลและค้นหาว่า ผู้เรียนรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับสิ่งที่จะเรียน สิ่งที่รู้ถูกต้องหรือไม่ หรือใช้เพื่อหาสาเหตุของปัญหาหรืออุปสรรคต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนรายบุคคล เพื่อปรับปรุงให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาและเรียนรู้ขั้นต่อไป
  2. การประเมินระหว่างกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ศักยภาพในการเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่การพัฒนาตนเอง เช่น การให้ข้อแนะนำข้อสังเกตในการนำเสนอผลงาน การพูดคุยระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล การสัมภาษณ์ ตลอดจนการวิเคราะห์ผลงาน
  3. การประเมินหลังการเรียนรู้ เน้นกระบวนการสะท้อนการเรียนรู้หรือสรุปบทเรียนร่วมกัน ด้วยกระบวนการ AAR (After Action Reflection) เพื่อให้ครูผู้สอนและผู้เรียนทบทวนผลการพัฒนาของตน เพื่อนำผลไปออกแบบกระบวนการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนทั้งรายบุคคล รายกลุ่ม และรายชั้นเรียน และเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเปรียบเทียบกับการประเมินก่อนการทำกิจกรรมการเรียนรู้
 
เกณฑ์การคัดเลือกนักเรียน
          เกณฑ์การคัดเลือกนักเรียนเพื่อเข้าศึกษาในโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะให้ความสำคัญกับทั้งคุณลักษณะของ “นักเรียน” และ “พ่อแม่หรือผู้ปกครอง” โดยมีรายละเอียดต่างๆ ดังนี้

นักเรียน

  • นักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ (ณ มิถุนายน ๒๕๕๙) ซึ่งเต็มใจและพร้อมทุ่มเทกับการเรียนรู้ของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยผ่านเกณฑ์การคัดเลือกของโรงเรียน และเข้าร่วมกิจกรรมเตรียมความพร้อม ก่อนเริ่มการศึกษาในปีการศึกษา ๒๕๖๐ (สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๐ ตามระบบของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

ผู้ปกครอง

  • สนใจการเรียนรู้แบบ ๒PTR ได้แก่ การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) การเรียนรู้โดยใช้โครงงานตามความสนใจของผู้เรียน (Project-based Learning) การเรียนรู้โดยใช้สาระเป็นฐาน (Theme-based Learning) การเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน (Research-based Learning) ซึ่งจะจัดการเรียนรู้ที่บ้านควบคู่ไปกับโรงเรียน
  • พร้อมเข้าสู่โครงการ “ครอบครัวสาธิต (The Satit Family)” เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพเด็กและผู้ปกครองล่วงหน้า โดยมีค่าใช้จ่ายและแผนการอบรมที่โรงเรียนจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ก่อนลงทะเบียนร่วมกิจกรรมค่ายประเมินความพร้อม ทั้งเด็กและผู้ปกครอง
  • ไม่ส่งเด็กไปเรียนพิเศษ หรือสอบเข้าชั้น ม.๑ ในโรงเรียนอื่น เนื่องจากโรงเรียนตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการศึกษาที่สร้างความทุกข์ของเด็กต้องเรียนแบบ “ท่อง-ติว” เพื่อการสอบเข้าโดยใช้ผลการเรียนที่ดีกว่า ซึ่งปิดโอกาสการเรียนรู้ที่แท้จริงของเด็กที่มีศักยภาพอันหลากหลาย โรงเรียนจึงรับประกันว่า หากผู้ปกครองและนักเรียนเข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อม (โดยร่วมเข้าไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๘๐) โรงเรียนจะสามารถพัฒนาศักยภาพให้สามารถเข้าเรียนได้อย่างแน่นอน เนื่องจากหลักสูตรแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไป ผู้ปกครองและนักเรียนจึงต้องศึกษาและปรึกษากันก่อนว่าต้องการศึกษาตามแนวทางนี้หรือไม่
  • มีจิตอาสา พร้อมทุ่มเทเวลาและร่วมมือกับโรงเรียนในการสนับสนุนการเรียนรู้ และพร้อมเป็นแบบอย่างของการสร้างสังคมที่ดีตามวัฒนธรรมของโรงเรียน
  • มีประวัติการส่งเสริมการเรียนรู้ของบุตรหลาน โดย
    1. มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ให้เด็ก ทั้งโดยวิถีชีวิตและกิจกรรมในครอบครัว หรือร่วมมือกับโรงเรียนในรูปแบบกิจกรรมต่างๆ
    2. มีประวัติการเลี้ยงดูในลักษณะเปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นหาศักยภาพและความสนใจตามช่วงวัย ไม่ตีกรอบหรือปิดกั้นการเรียนรู้
    3. มีทักษะพื้นฐานในการเฝ้าสังเกต และบอกได้ถึงลักษณะนิสัยใจคอ พัฒนาการ ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับตัวเด็กและสังคมรอบตัวเด็ก รวมทั้งมีแนวทางในการพัฒนาเด็กในช่วงวัยที่ผ่านมาและในช่วงวัยรุ่น

 

แผนการเตรียมความพร้อมนักเรียน

          โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำหนดแผนการเตรียมความพร้อมนักเรียน (ภายใต้โครงการครอบครัวสาธิต – The Satit Family) ตั้งแต่การรับเข้าจนถึงวันเปิดการศึกษา (เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๐) เพื่อพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนให้เป็น Active Learner ที่มีทักษะพื้นฐานในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ๔ ด้าน คือ การสังเกต การจดบันทึก การค้นหาความรู้เพิ่มเติม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของโรงเรียน คือ สังคมแห่งการเคารพและการเรียนรู้ร่วมกัน และเพื่อให้ครูผู้สอนได้วิจัยและพัฒนาหลักสูตรตามกลุ่มประสบการณ์ทั้ง ๕ กลุ่ม คือ วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Science and Mathematics) มนุษย์และสังคม (People and Society) สุขภาพและสุขภาวะ (Health and Well-being) การสื่อสารและภาษา (Communication and Language) สุนทรียะในศิลปะ (Appreciation of Arts)

 

แผนการเปิดเรียน และเกณฑ์การจบการศึกษาในแต่ละชั้นปี

          โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการเรียนการสอนในระบบทวิภาค (สองภาค) คาดว่าจะเริ่มเปิดการเรียนการสอนในปีการศึกษา ๒๕๖๐ โดยเริ่มจากการรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จำนวน ๔ ห้องๆ ละประมาณ ๒๕ คน รวม ๑๐๐ คน และในปีต่อๆ ไปตามปีการศึกษา ปีละประมาณ ๑๐๐ คน ตามกระบวนการคัดสรรคุณสมบัติเหมือนการรับนักเรียนในปีแรก

ทั้งนี้ จำแนกการศึกษาออกเป็น ๒ ระดับ คือ
  1. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ใช้เวลาศึกษา ๓ ปี หรือ ตามความพร้อมของผู้เรียน โดยมีระยะเวลาอย่างต่ำ ๑ ปี
  2. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ใช้เวลาศึกษา ๓ ปี หรือ ตามความพร้อมของผู้เรียนโดยมีระยะเวลาอย่างต่ำ ๑ ปี

 

          โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะใช้ระบบการเปิด-ปิดภาคเรียนเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อให้สอดคล้องกับการฝึกงานของนักศึกษาจากคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ ทั้งนี้ ได้กำหนดประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบ “กลุ่มประสบการณ์” ปีการศึกษาละ ๒ ภาค รวมทั้งสิ้น ๖ ภาคต่อระดับชั้น